ภาษีป้าย ลักษณะของภาษีที่เจ้าของป้ายต้องรับผิดชอบ

ภาษีป้าย (ป้าย) คือป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายการค้า หรือประกอบกิจการอื่น ๆ เพื่อหารายได้อย่างงานบริการ หรือโฆษณาการค้า หรือกิจการอื่น ๆ ที่ใช้หารายได้ ไม่ว่าจะแสดงหรือโฆษณาบนวัตถุใด ๆ ด้วยตัวอักษร ภาพหรือเครื่องหมายสัญลักษณ์ เป็นการเขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ

ภาษีป้าย คือภาษีที่จัดเก็บจากการแสดงป้ายชื่อ ยี่ห้อ หรือโลโก้บนวัตถุใด ๆ ด้วยตัวอักษร ภาพ

ทั้งบนป้ายทั่วไป ป้ายบิลบอร์ด ป้ายผ้าใบ หรือป้ายไฟ ในสถานที่ใดก็ตามเพื่อใช้หารายได้ หรือการโฆษณา จำเป็นต้องเสียภาษีป้ายทั้งนั้น ดังนั้นหากเปิดร้านกาแฟที่ตึกแถว มีป้ายชื่อร้าน และป้ายแสดงตำแหน่งร้านก็จะต้องเสียภาษีทั้งหมด 2 ป้าย ด้วยอัตราภาษีที่ตามรูปแบบ และขนาดที่กฎหมายกำหนด

ภาษีป้าย

ที่มาของรูปภาพ www.pixabay.com/th/photos/โตเกียว-ญี่ปุ่น-shibuya-กลางคืน-4807294/

                ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายคือ เจ้าของป้าย แต่ในกรณีที่ปรากฏว่าไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย และพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาตัวเจ้าของป้ายได้ จะถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี กล่าวคือเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือสถานที่ หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งเอาไว้ หรือแสดงอยู่จะเป็นผู้เสียภาษี โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะแจ้งการประเมินอัตราภาษีเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว

                ป้ายแบบใดไม่ต้องเสียภาษีป้าย

                ป้ายในสถานที่บางแห่ง และลักษณะของป้ายบางประการก็ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องเสียภาษี โดยกฎกระทรวงได้กำหนดข้อยกเว้นไม่เก็บภาษีป้ายต่าง ๆ ดังนี้

  1. ป้ายที่ติดเอาไว้ในอาคาร
  2. ป้ายที่ติดล้อเลื่อน (ต้องมีการเลื่อนป้ายเข้าออก)
  3. ป้ายตามงานอีเวนท์ที่จัดแสดงเป็นครั้งคราว
  4. ป้ายของหน่วยงานราชการ
  5. ป้ายของโรงเรียนทั้งภาครัฐ และเอกชน
  6. ป้ายของวัด สมาคม มูลนิธิ
  7. ป้ายที่ติดหรือแสดงไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบดถนน หรือรถแทรกเตอร์
  8. ป้ายที่ติดตั้ง หรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะ นอกเหนือจากข้อ 7) ที่มีพื้นที่ไม่เกิน 500 ตร.ซม.

                และป้ายลักษณะอื่น ๆ ตามที่ พ.ร.บ.ภาษีป้ายกำหนด

ภาษีป้าย

ที่มาของรูปภาพ www.pixabay.com/th/photos/โฆษณา-ป้ายโฆษณา-นอก-โปสเตอร์-1839246/

                ขั้นตอนในการขออนุญาตและติดตั้งป้าย

  1. ตรวจสอบความปลอดภัยในการติดตั้งป้าย ก่อนติดตั้งป้ายต้องมีการแจ้งขนาดของป้าย รวมถึงภาพถ่าย หรือภาพสเก็ตของป้าย พร้อมผังการติดตั้งบริเวณที่ต้องการ เพื่อทำเรื่องขออนุญาตติดตั้งกับทางสำนักงานเขต เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบลที่ต้องการจะตั้งป้ายในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบได้เข้ามาตรวจสอบลักษณะป้ายว่าเหมาะสมหรือไม่ ก่อความเดือดร้อนรพคาญ หรือมีลักษณะเสี่ยงจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือไม่ เช่น บริเวณที่คร่อมถนน บริเวณเสาไฟฟ้า ถนน ต้นไม้ และบริเวณอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ
  2. การยื่นเอกสารประกอบเพื่อยื่นชำระภาษีป้าย เมื่อได้รับอนุญาตติดตั้งป้ายก็ให้เตรียมเอกสารหลักฐานเพื่อการเสียภาษีป้ายให้ครบถ้วน ดังต่อไปนี้
  3. บัตรประจำตัวประชาชน
  4. สำเนาทะเบียนบ้าน
  5. ทะเบียนการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  6. หนังสือรับรองการเป็นห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคล
  7. ใบอนุญาตติดตั้งป้าย หรือใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย
  8. ในกรณีที่เคยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้ายมาก่อนแล้ว ควรนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีป้ายของปีก่อนมาใช้แสดงประกอบด้วย

                เมื่อได้เอกสารทั้งหมด เจ้าของป้ายจะต้องไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) พร้อมเอกสารหลักฐานทั้งหมด (กรณีมีการเปลี่ยนแปลงป้าย ต้องทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายเพื่อทำการประเมินอัตราภาษีใหม่ทุกครั้ง) และดำเนินการยื่นเรื่องแสดงรายการภาษี พนักงานจะดำเนินการให้เป็น 2 กรณี คือ

                กรณีแรก คือเจ้าของป้ายมีความพร้อมในการชำระภาษีป้ายทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการประเมินภาษีทั้งหมดแล้ว

                กรณีที่สอง คือในกรณีที่เจ้าของป้ายไม่พร้อมชำระภาษี เมื่อได้รับการประเมินภาษีป้ายแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำหนังสือแจ้งการประเมิน และแจ้งหนี้ทั้งหมดที่ต้องชำระในภายหลัง ซึ่งเจ้าของป้ายมีเวลาเพียง 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับการประเมินภาษีแล้ว

                การชำระหนี้นั้น กรณีเป็นป้ายที่เพิ่งยื่นภาษีเป็นปีแรก และได้รับการประเมินจากทางเจ้าหน้าที่ว่าภาษีป้ายมีอัตราเกิน 3,000 บาทขึ้นไป สามารถแบ่งชำระได้ 3 งวด งวดละ 3 เดือน ในอัตราเท่า ๆ กัน

  • การชำระภาษีป้ายจะต้องชำระเป็นประจำทุกปี ภายในเดือนมีนาคม
ภาษีป้าย

ที่มาของรูปภาพ www.pixabay.com/th/photos/เงิน-ยูโร-การเงิน-สกุลเงิน-3864576/

                ขั้นตอนการเสียภาษีป้าย

                เมื่อกิจการได้ทำป้ายขึ้นมาพร้อมใช้งานแล้ว ดำเนินการขออนุญาตติดตั้งป้าย และยื่นแบบฟอร์มเพื่อชำระภาษีป้าย (ภ.ป.1) พร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว สามารถเนินการชำระภาษีป้ายที่สำนักงานเขต หรือผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทยทางสำนักงานเขตกำหนด โดยมีรายละเอียดระยะเวลา ดังนี้

  • กรณีเป็นป้ายที่ติดตั้งใหม่ ให้ยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายใน 15 วันนับจากวันที่ติดตั้ง
  • กรณีป้ายที่ชำระภาษีต่อเนื่องทุกปี ให้ยื่นแบบ ภ.ป.1 ตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคมของทุกปี
  • กรณีป้ายที่ชำระภาษีประจำปี และต้องการเปลี่ยนแปลงป้ายให้แจ้งภายใน 15 วันนับจากวันที่เปลี่ยนแปลง
  • กรณียกเลิกการใช้ป้าย เนื่องจากเลิกกิจการให้แจ้งภายในเดือนธันวาคมของทุกปี

                ภาษีป้ายสามารถแบ่งชำระได้ เป็น 3 งวด ในกรณีที่อัตราภาษีที่ต้องชำระสูงกว่า 3,000 บาท แต่ในกรณีที่อัตราภาษีต่ำกว่า 200 บาท จากการคำนวณพื้นที่ของป้าย ให้เสียภาษีในอัตราขั้นต่ำสุดคือ 200 บาท

                การคำนวณภาษีป้าย

                ตามกฎหมาย เมื่อกิจการใดมีการทำป้ายที่ไม่เข้าข่ายการยกเว้นภาษีป้าย เจ้าของป้ายมีความจำเป็นต้องเสียภาษีของป้ายนั้น ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใด โดยหลักการคำนวณภาษี ดังนี้

                การคำนวณขนาดตามความ กว้าง x ยาว / พื้นที่ 500 ตร.ซม. = พื้นที่ที่ต้องเสียภาษี

                นำพื้นที่ที่ต้องเสียภาษี x อัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด = ภาษีป้ายที่ต้องชำระ

                ตัวอย่างเช่น กรณีป้ายมีขนาด ความกว้าง 1 เมตร ความยาว 2.5 เมตร คำนวณพื้นที่ป้ายเป็น 100 x 250 ซม. / 500 ตร.ซม. = 50 ตร.ซม.

                หากประเภทของป้ายประกอบด้วยอักษรภาษาไทยล้วน จะคำนวณอัตราภาษีเป็น 50×10 = 500 บาท เป็น้ตน

                ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงภาษีป้าย เจ้าของป้ายจะต้องเสียภาษีเพิ่ม จากที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว โดยมีอัตราค่าปรับ ดังนี้

  • กรณีไม่ยื่นแบบภาษีป้ายภายในระยะเวลาที่กำหนด จะมีอัตราค่าปรับ 10% ของค่าภาษีป้าย
  • กรณีไม่ชำระเงินภาษีป้าย หลังจากที่ได้ยื่นแบบไปแล้ว 15 วัน จะต้องเสียอัตราค่าปรับ 2% ของค่าภาษีป้าย
  • กรณียื่นภาษีป้ายไม่ตรงตามความเป็นจริง จะต้องเสียค่าภาษีที่ชำระขาดไป พร้อมเสียค่าปรับเพิ่มอีก 10% ของค่าภาษีป้าย